By เมษายน 7, 2014 1,238 views 0 Comments Read More →

แนวทางการส่งต้นฉบับเพื่อขอลงเผยแพร่ในเว็บไซต์

publish

website เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 9 กำหนดออกทุกเดือน เรื่องที่ส่งมาลงพิมพ์จะต้องมีคำรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนคนแรกว่า ไม่เคยพิมพ์ในหนังสืออื่นใดมาก่อน และเมื่อพิมพ์แล้วเรื่องจะเป็นสมบัติของ website เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 9 นำไปตีพิมพ์ที่อื่นอีกไม่ได้  นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรและไม่สามารถรับพิจารณาการลงตีพิมพ์บทความในกรณีด่วนมาก โดย website เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 9 ตีพิมพ์บทความประเภทต่างๆ ได้แก่ นิพนธ์ต้นฉบับ(original article) บทความปฏิทัศน์/ฟื้นฟูวิชาการ(review article/refresher article) กรณีศึกษา (case study) รายงานผู้ป่วย (case report)           บทความพิเศษ (special article)

  • การติดต่อส่งเรื่องที่ (สาขาการพยาบาล)
  •   กองบรรณาธิการ  กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลชัยภูมิ
  •  อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000 
  •  โทรศัพท์ 044-837100-3ต่อ1339-1340  E-mail: luechawong@outlook.com

 

*** สำหรับสาขาและวิชาชีพอื่น ให้ ส่งที่ คณะกรรมการผู้รับผิดชอบ ใน สสจ.แต่ละจังหวัด

 

 

นโยบายของกองบรรณาธิการ

1.ต้องบอกชื่อ-สกุลและที่อยู่ของผู้ส่งเรื่องให้ชัดเจน ต้นฉบับขอให้ทำตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัด  ถ้าผิดแปลกไปมากจะไม่ได้รับพิจารณาให้ลงพิมพ์

2.รูป ตาราง แผนภูมิ ฯลฯ ควรเขียนเองไม่ควรลอกหรือถ่ายเอกสารจากบทความอื่นหากจำเป็นต้องนำมาอ้างอิงบอกรายละเอียดของแหล่งที่มาอย่างชัดเจนและในบางรายที่มีลิขสิทธิ์ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องด้วย

3.เมื่อได้รับเรื่อง ทางกองบรรณาธิการจะติดต่อให้ทราบภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้รับคำตอบให้ติดต่ออีกครั้ง

4.กรณีบทความที่ส่งมาจากบุคคลเดียวกันเกิน 2 เรื่อง จะสามารถลงตีพิมพ์จำนวน 1 เรื่อง ต่อรอบการพิมพ์บทความ ส่วนเรื่องที่เหลือพิจารณาไว้รอบถัดไปตามความเหมาะสม

5.ถ้ามีความไม่ถูกต้องของเนื้อหาของบทความผู้รายงานหรือคณะผู้รายงานของบทความนั้น ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

6.บทความประเภท นิพนธ์ต้นฉบับและรายงานผู้ป่วย ผู้รายงานต้องแนบหนังสือรับรองการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน (Ethic committee)

การเตรียมต้นฉบับ

                ต้นฉบับไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้อง หรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของ website เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 9 จะถูกส่งคืนเจ้าของบทความ เพื่อแก้ไขก่อนส่งตรวจสอบบทความ (review)ต่อไป ดังนั้น ผู้รายงานหรือคณะผู้รายงานควรเตรียมบทความและตรวจสอบว่าบทความถูกต้องตามข้อกำหนดของเวชสาร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการรายงานผลงานทางวิชาการของท่าน

หน่วยของการวัด

ใช้ให้ตรงกับ SI (International System of Units) Standard unit

- สำหรับความยาว มวล และปริมาตร คือ เมตร กิโลกรัม และลิตร ตามลำดับ

- สำหรับความเข้มข้นหรือจำนวนของสารควรเป็น molar unit (เช่น moles /liter) มากกว่า mass unit ( milligram percent ) ถ้าเป็นไปได้สำหรับทาง clinical  ใช้ mass unit ได้

- สำหรับความดันใช้ มม.ปรอท หรือ ซม. น้ำ ( หรือ อาจใช้ kPa แล้วตามด้วย มม.ปรอทหรือซม.น้ำในวงเล็บก็ได้)

สิ่งที่กล่าวมานี้ ดูจาก Normal  Reference Laboratory Values. New England Journal Medicine 1978 ; 298 : 34-45.

คำย่อ

ให้อธิบายคำย่อทุกคำ ยกเว้นที่รับรองแล้ว ตาม International System of Units for Length , Mass, Time ,ElectricCurrent ,Temperature, Luminous Intersity และ Amount of Substance

ควรให้หมายเหตุ (footnote หรือ box)ในความตอนต้นของเรื่อง  เพื่ออธิบายคำย่ออย่าพยายามตั้งคำย่อเอง

ชื่อยา

ใช้ generic name ถ้าจำเป็นใช้ชื่อทางการค้าให้กำกับด้วย generic name ในวงเล็บ

ภาษาอังกฤษ

ใช้ตาม The Concise Oxfoed Dictionary of Current English และ Macnalty’s British Medical Dictionary


คำภาษาอังกฤษ

ที่ไม่สามารถแปลเป็นไทยได้เหมาะสม ให้เขียนทับศัพท์ด้วยอักษรเล็กยกเว้นคำเฉพาะให้เริ่มต้นด้วยอักษรตัวใหญ่ (capital letter ) ได้ และควรเขียนเป็นเอกพจน์

การส่งต้นฉบับ

1.ให้ใช้โปรแกรม Microsoft Word พิมพ์บทความ ด้วยรูปแบบตัวอักษร Angsana new ขนาด 16 ตัวอักษร

2.จัดทำรูปแบบเนื้อหาทั้งหมดเป็น  2 คอลัมน์ (ยกเว้น Abstractและบทคัดย่อทำ 1 คอลัมน์)     พร้อมกับตรวจตัวอักษรและระยะห่างของตัวอักษรให้ถูกต้องสวยงาม

3.ให้บันทึกเป็นไฟล์ Word และ PDF

4.การส่งต้นฉบับที่ชัดเจน 1 ฉบับและสำเนา 2 ฉบับ

5.ให้ส่งต้นฉบับที่จะลงตีพิมพ์ ภาพประกอบ รูปภาพ กราฟและตารางมาทาง

E-amil : luechawong@outlook.com

6.ใช้กระดาษขาว ขนาด A4 พิมพ์อย่างชัดเจนไม่เว้นบรรทัด  เว้นขอบบน  ล่าง  และด้านข้างประมาณ 1 นิ้ว  บอกเลขลำดับของแต่ละหน้า เริ่มตั้งแต่ title page  ที่มุมบนขวาด้านบน

ควรเตรียมเรื่องลำดับต่อไปนี้ ( ตาม Uniform requirement for manuscripts submitted to biochemical  journals. British Medical journal 1997 ; 1 : 523-5. )  

1.Title ควรให้สั้นและง่าย สำหรับการทำดรรชนี (index ) ถ้าเป็นภาษาอังกฤษใช้อักษรต้นคำเป็นcapital letter ทุกคำ ยกเว้นคำบุพบท และ article ใส่ชื่อของผู้เขียนเรื่องทุกคนพร้อมทั้งปริญญาบัตร สูงสุดและที่ทำงานทั้งภาษาไทยและอังกฤษ สถานที่ทำ paper ทุนอุดหนุน หรือสถานที่เสนอเรื่อง หรือการประชุมให้ใส่ไว้ที่เชิงอรรถ

2. Abbreviated title (ถ้ามี) ไม่ควรเกิน 50 คำ ( running title )

3. Key word ควรบอก หรือคำรวมเรียงตามตัวอักษร ซึ่งคิดว่าจะให้ทำ index อาจมีการเกลาให้เข้ากับ standard  list เพื่อทำ index ถ้าเป็น randomized controlled trial ให้แจ้งด้วย 

4. Abstract ย่อเรื่องที่ทำการศึกษาเหตุผล      วิธีการและผลลัพธ์พร้อมกับ data ที่สำคัญและบทสรุป อย่าใช้คำย่อไม่ควรยาวเกิน 1 หน้า  clinical report, review article, ไม่ต้องมี abstract และ abstract ต้องมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย

5.Text ควรประกอบด้วย introduction ,method and  material, discussion และ conclusion

6. Acknowledgement ขอบคุณผู้ที่อนุญาตให้ใช้ data หรือผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ (ถ้ามี)

7. Reference เอกสารอ้างอิงให้ใช้หน้าใหม่เรียงลำดับก่อนหลังตามที่ได้อ้างไว้ในเนื้อเรื่องให้ใช้เอกสารอ้างอิง เฉพาะที่จะอธิบาย test ใส่ชื่อและชื่อต้น (initial) ของผู้เขียนทุกคน title, abbreviated title ของเอกสารทางการแพทย์ ซึ่งปรากฏตาม Index Medicus ปีที่พิมพ์ ( Volume ) และหน้าที่มีเรื่องอยู่  เลขบอกเอกสารอ้างอิงควรพิมพ์ไว้เหนือประโยคของเนื้อเรื่อง  อย่าใช้เอกสารอ้างอิงที่ไม่ได้ผ่านการตรวจทาน เช่น เรื่องที่อยู่ในโปรแกรมของ meeting หรือการรวมเล่ม ใช้แต่เอกสารที่ผู้อ่านทั่วๆไป อ่านได้ indexed abstract  ซึ่งพิมพ์เป็นเอกสารอ้างอิง ถ้าเรื่องอ้างอิงกำลังพิมพ์ให้ใส่ไว้ในวงเล็บด้วยว่า “in press” หรือ “กำลังพิมพ์” และต้องส่งฉบับตัวอย่างไปให้ด้วย 1 ฉบับ

ตัวอย่าง Reference

Journal : Mazze RI,  Cousins MJ, kosed JC. Stain defferences in metabolism and susceptibility to the nephrotoxic effect of methoxyflurance in rate. J Pharmacol  Expther 1973 ; 184 : 481-8. วารสารไทยใช้ชื่อและนามสกุลเต็ม

Book : Batson HC. introduction to statistics in the medical services. Minneapolis : Burgess, 1956 : 110-4.

Chapter : Coken : PJ. Marshall BF. Effects of  halothane on respiratory control in rat liver mitochondria, In : Finak BR, ed. Toxicity of anesthetics. Baltimore :Williams and wilkins,1968:24-36.

 

ความถูกต้องของเอกสารอ้างอิงอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เขียน

8. Illsutration รูป 3 ชุด ไม่ติดกระดาษแข็ง (unmounted ) เป็นเงามันไม่ตัดขอบ (untrimmed  glossy print ) ขนาดไม่ใหญ่กว่ากระดาษขนาด A 4 สิ่งที่แสดงและขนาดตัวอักษรให้ได้พอเหมาะ ถ้าส่งไปรษณีย์ควรป้องกันภาพเสียอย่าใช้ staple หรือ clip หรือเขียนกดข้างหลังภาพที่ขอบนอกของภาพติดเลขลำดับ ภาพ และบอกมุมของภาพ

ภาพเขียน graph chart และตัวอักษรควรเขียนด้วยหมึกสีดำอย่างมีศิลปะ ต้องมีคำอธิบายคู่กับภาพหรือจะรวมไว้ในหน้าสุดท้ายของ manuscript ก็ได้ คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ

9.Table ควรให้เลขลำดับ มีคำอธิบายภาพเหนือตาราง ตารางเป็นภาษาอังกฤษ

10. ข้อพิจารณาทางกฎหมายและจรรยาบรรณ หลีกเลี่ยงการใส่ชื่อผู้ป่วย และ HN รูปถ่ายผู้ป่วยไม่ควรให้จำหน้าได้ นอกจากผู้ป่วยจะอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร table และ illustration ซึ่งเคยพิมพ์มาแล้ว ต้องบอกว่าได้รับอนุญาตให้พิมพ์ได้จากผู้เขียน หรือสำนักพิมพ์ได้จากผู้เขียน หรือสำนักพิมพ์นั้นๆ การทดลองในคนควรทำอย่างมีจรรยาบรรณ และระบุด้วยว่าได้รับอนุญาตแล้ว หรือรับรองโดยสถาบันที่ให้ทำการทดลองได้ การทำการทดลองสัตว์ควรยึดหลักให้ตรงกับที่กำหนดไว้กับสัตว์

Article

1. Original  article ใช้คำประมาณ 2,000-4,000 คำ (หรือมีความยาวไม่เกิน 10 หน้าพิมพ์)  บรรจุเนื้อหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแพทย์และสาธารณสุข clinical material, applied research หรือ laboratory research 

2. Clinical report เป็นการรายงานเทคนิคใหม่เครื่องมือใหม่ clinical research หรือ Case report ใช้คำประมาณ 500–1,500 คำ หลักการโดยทั่วไปคือ

ควรเป็นการเปรียบเทียบระหว่างเครื่องมือหรือการรักษาใหม่กับเก่า ว่ามีประโยชน์ต่างกันหรือไม่ โดยเครื่องมือหรือการรักษาใหม่นั้นเหมาะที่จะนำมาใช้ได้จริงในเวชปฏิบัติ

ควรมี data แสดงถึง reliable function และบอกถึงข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้น บอกสถานที่จะซื้อหาหรืออธิบายวิธีทำให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านทำขึ้นใช้เองได้

Case report ควรเป็นการสอนบอกถึง clinical situation (สภาวะทางคลินิก) หรือ unusual clinical phenomena ไม่ควร report ซึ่งเหมือนกับที่เคย report มาแล้ว Clinical report ไม่ต้องมี abstract  แต่ควรมีบทสรุป ถ้าเนื้อความภาษาไทยควรมีบทสรุปภาษาอังกฤษด้วย

3. กรณีศึกษา (Case study) เป็นการศึกษาผู้ป่วยรายกรณีที่สรุปเนื้อหาที่ให้การพยาบาลตั้งแต่รับไว้ดูแลจนถึงสิ้นสุดการดูแล ซึ่งเนื้อหาต้องประกอบด้วย

1. บทคัดย่อภาษาไทย (1 หน้ากระดาษ A 4)

2. บทคัดย่อภาษาอังกฤษ (1 หน้ากระดาษ A 4)

บทคัดย่อภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง สรุปเนื้อหาโดยย่อ

3. สรุปเนื้อหา (ไม่เกิน 10 หน้าพิมพ์) ประกอบด้วย

บทนำ

วัตถุประสงค์

วิธีการ/ ขั้นตอนในการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน/ผลการศึกษา

กรณีศึกษา

ข้อมูลทั่วไป

อาการสำคัญที่มาโรงพยาบาล

ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน

ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต

ประวัติการแพ้ยาและสารเคมี
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว

ประวัติส่วนตัวและการดำเนินชีวิต

ภาวะโภชนาการ

การขับถ่าย

การนอนหลับ

การออกกำลังกาย

ประวัติการใช้สารเสพติดและยากระตุ้นประสาท

ความสัมพันธ์ในครอบครัว

ที่อยู่อาศัย

เศรษฐกิจและสังคม

การประเมินสภาพร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของผู้ป่วยเมื่อแรกรับ

การวินิจฉัย

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ

การรักษาของแพทย์

การพยาบาล

ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่………………………………..

ข้อมูลสนับสนุน

1. ………………………….

2. ……………………………..

วัตถุประสงค์

1. ………………………….

2. ……………………………..

เกณฑ์การประเมินผล

1. ………………………….

2. ……………………………..

กิจกรรมการพยาบาล

1. ………………………….

2. ……………………………..

ประเมินผล

1. ………………………….

2. ……………………………..

สรุป ปัญหา……………………………………………….

ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่………………………………..

.

.

.

สรุปวิจารณ์

ข้อเสนอแนะ

สรุป

เอกสารอ้างอิง

4. Laboratory report เป็นคำอธิบายอย่างย่อของผลงาน Laboratory research หรืออธิบาย Research equipment หรือ technique ใหม่ Laboratory report ต้องมี abstract and key word ใช้คำประมาณ 500 – 1,500 คำ

5. Review article รวบรวม ค้นคว้า ความคิดเห็นเดิม ทั้งหลาย เพื่อแสดงความคิดครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น อาจเป็น clinical หรือ basic science ก็ได้ใช้คำประมาณ 3,000-10,000 คำเอกสารอ้างอิงควรเรียงลำดับที่อ้างถึงไม่ต้องมี abstract แต่ควรมีบทสรุป

6. บทความน่ารู้ เป็นเรื่องน่ารู้ทั่วไป ที่น่าสนใจ ใช้คำประมาณ 500-1,000 คำ

7. Letter to the editor จดหมายควรมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เสริมสร้าง หรือให้ความรู้ จะเป็นการถกเถียงในเรื่องซึ่งเป็นที่สนใจทั่วไปก็ได้ถ้าเป็นไปได้ควรมีเอกสารอ้างอิง table และ illustration ที่จำเป็น

 

About the Author: